• ดร.เชิดศักดิ์ ศุภโสภณ

  • ยินดีต้อนรับ

    สวัสดีท่านผู้เยี่ยมชมทุกท่าน เว็บบล็อคนี้ทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร และสาระน่ารู้ เกี่ยวกับการบริหารการศึกษา การจัดการศึกษา และข้อคิดของฝากต่างๆ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่สนใจ จึงขอเชิญชวนมาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศของเราทุกคน
  • สื่อสารผ่าน Facebook กับ ผอ.เชิดศักดิ์

  • หมวดหมู่

  • หมวดหมู่

  • Flickr Photos

    Looking into infinity

    Avignon Dusk Panorama

    Stolen Wave and Forth Bridge

    Hanging out

    Burney Falls

    รูปภาพเพิ่มเติม

ผู้นำ…ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

ภาวะผู้นำคืออะไร ?

                คือ : ความสามารถของผู้นำในการใช้อิทธิพล  สร้างแรงบรรดาลใจและเสริมสร้างพลัง (Empower ) เพื่อให้บุคคลและกลุ่มทั้งภายในและภายนอกองค์การร่วมกันทุ่มเทความพยายามด้วยความเต็มใจและเต็มศักยภาพเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน

ภาวะผู้นำ…สู่ความสำเร็จ ?

C ให้ความสำคัญคนก่อน

C  ความเชื่อสำคัญ

C  ความมานะ

C  คิดง่ายไม่ซับซ้อน

C ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเร่ง

C วัฒนธรรม ความมีวินัย

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จตามแนวปฏิรูป

ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ô เชื่อว่าคนเป็นขุมทรัพย์  จุดหมายจึงเป็นการสร้างทุนมนุษย์  ซึ่งเป็นบ่อเกิดและที่รวมของความคิด  ความรู้การริเริ่มสร้างสรรค์และพลัง

ô ถ้าจะใช้คนได้  ผู้นำต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่จูงใจเอาใจใส่ดูแล และเสริมพลัง

ôไม่ใช่การสั่งการ  บังคับแต่กระตุ้นให้คนเจริญเติบโต  พัฒนาต่อเนื่อง

ô จัดกระบวนการสร้างและปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทั้ง 2 ฝ่ายต่างเรียนรู้จากกันและกันทำให้องค์การแห่งการเรียนรู้มีและยอมรับจุดหมายและค่านิยมร่วมกัน

หลักการเสริมสร้าง Empowerment

Diane  Tracy  ที่ปรึกษาด้านการจัดการของรัฐนิวยอร์ค

  1. บอกความรับผิดชอบให้ทราบ
  2. ให้อำนาจเพียงพอกับความรับผิดชอบ
  3. วางมาตรฐานความเป็นเลิศ
  4. ให้การอบรมที่จำเป็น
  5. ให้ความรู้และข่าวสาร
  6. ให้ข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับผลงาน
  7. ให้ความไว้วางใจ
  8. ให้การยอมรับผลงาน
  9. ยอมให้ผิดพลาดได้
  10. ให้เกียรติและยอมรับนับถือ

 องค์ประกอบภาวะผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง

  1. การเป็นแบบอย่าง : มีอำนาจในตัว กระตุ้นให้คนเสียสละ กระตือรือร้นที่จะร่วมมือ ผู้ตามต้องการทำตามไว้ใจ เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และคุณค่าที่ผู้นำยึดถือสูงมาก ผูกพันแน่นแฟ้น
  2. ความใส่ใจเพื่อนร่วมงานเป็นรายบุคคล : แสดงความเข้าใจรับรู้ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการพัฒนาปฏิบัติแบบเอกัตบุคคลซึ่งการกระตุ้น ยกระดับความต้องการเพื่อพัฒนาต่อไป
  3. การกระตุ้นปัญญา : คิดปัญหาโดยวิธีการใหม่ ทบทวน ตั้งคำถามเรื่อง ค่านิยม  ความเชื่อของตนและผู้นำ  สู่การคิดได้เอง

 คุณสมบัติของผู้นำการศึกษาไทย

  1. การมองภาพองค์รวม : ความสามารถในการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ทั้งภายในและนอกหน่วยมาวิเคราะห์ สามารถนำไปใช้ในการบริหารงานหรือแก้ปัญหาภาพรวมได้
  2. การทำงานแบบหมู่คณะ : สามารถสร้างและดำรง สัมพันธภาพกับสมาชิกในหมู่คณะ
  3. ภาวะผุ้นำ : ต้องมีทิศทาง เป้าหมายการทำงานการนำทางผู้ใต้บังคับบัญชา เสียสละ กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ  เป็นแบบอย่างที่ดี
  4. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู
  5. การวิเคราะห์แก้ไขปัญหา : มีความเข้าใจสถานการณ์รอบด้าน  สามารถวิเคราะห์จัดหมวดหมู่ปัญหาอย่างเป็นระบบระเบียบเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าถูกต้องเหมาะสม
  6. ความรับผิดชอบ :  ต้องมีความรับผิดชอบสูง
  7. มีมนุษยสัมพันธ์ : สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง
  8. การมุ่งผลสัมฤทธิ์ : มุ่งมั่นทำงานให้บรรลุเป้าหมาย แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างรอบคอบอย่างต่อเนื่อง
  9. การควบคุมสั่งการตามหน้าที่ : สามารถควบคุมสั่งการให้การปฏิบัติราชการ ถูกต้องเหมาะสม มีประสิทธิภาพมุ่งประโยชน์ขององค์กรและประเทศชาติเป็นหลัก
  10. ความอดทนอดกลั้น : สามารถอดทนต่อความรู้สึกที่ลำบากใจอย่างยิ่งยวดได้
  11. การบริการที่ดี : มีความตั้งใจและมุ่งมั่นในการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ปกครอง ชุมชน และทำให้ผู้อื่นประทับใจในการใช้บริการ
  12. มีศิลปะในการสื่อสารจูงใจ : มีความสามารถในการสื่อสารด้วยการเขียน  พูด  สื่อสารตลอดจนการชักจูง  หว่านล้อม โน้มน้าวให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ปกครอง ชุมชน และทำให้ผู้อื่นร่วมมือหรือสนับสนุนการปฏิบัติงาน

จากน้ำฝน……….เป็นน้ำตา……..ชาวประชาเดือดร้อน

          น้ำท่วมพี่ว่าดีกว่าฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้งให้ฝนแล้งเสียยังดีกว่า น้ำท่วมปีนี้ทุกคนล้วนมีแต่คราบน้ำตา……เสียงเพลงอมตะของศรคีรี   ศรีประจวบ ในสมัยก่อนเพลงนี้ดังมาก   ตลอดจนยังสะทัอนให้เห็นถึงความยากลำบาก ถึงความรู้สึกของประชนให่กิดความเห็นอกเห็นใจกัน โดยเฉพาะ            “ คนไทย “ อย่างไรก็ไม่ทิ้งกันจะเห็นได้จากสื่อทุกวันนี้ ทุกภาคส่วนได้แสดงให้เห็นถึงความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทร ซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เราจะสังเกตเห็นได้ว่ามีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ตลอดดจนพระภิกษุสงฆ์เป็นพันๆ รูปยังมาช่วยกรอกทรายในการป้องกันน้ำท่วมครั้งที่ใหญ่ที่สุด  ตั้งแต่ผู้เขียนได้ประสบมา  57  ปี ที่ผ่านมา

                จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้จึงนับเป็ยภัยพิบัติของชาติ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมและผู้ที่ไม่ได้ประสบภัยพิบัติต้องได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ในด้านกายภาพคือน้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหาย บางรายเสียชีวิต ในด้านเศรษกิจ เรื่องการกินอยู่ เรื่องปากท้อง เรื่องสุขภาพจิต(จิตใจ) เรื่องรายได้ และการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป หลังน้ำท่วม เรื่องโรคเครียด นอกจากนี้ยังมี ผลกระทบด้านความปลอกภัย โดยเฉพาะไฟฟ้าช๊อต  การไม่มีงานทำ(ตกงาน) เพราะโรงงานต่างๆ ถูกปิดเพราะน้ำท่วม อนาคตผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ จากต่างประเทศจะย้ายแหล่งประกอบการไปต่างประเทศหรือไม่? เพราะหากน้ำท่วมทุกปีเขาก็คงจะไม่ลงทุนในประเทศของเรา เรื่องโจรผู้ร้ายหลังน้ำท่วม มีทั่งการลักขโมยอาศัยที่เจ้าของบ้านเดือดร้อนไม่อยู่บ้านยิ่งซ้ำเติมให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น วันนี้จะถามหาคุณธรรม จริยธรรมจากใคร มันสายไปหรือยังกับภาวะการที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัตินี้ สิ่งหนึ่งขณะนี้ต้องอดทน อดกลั้นให้มากที่สุด ถึงแม้จะสูญเสียทรัพย์สินหรือเงินทอง ต้องซ่อมแซมบ้าน บ้านต้องถูกน้ำขัง อย่างน้อย 2-3 เดือน ขอให้คิดว่าเป็นสมบัตินอกกาย ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ หาเมื่อไรก็ได้ ทำใจให้สบายไม่เครียด มีสติ มีสมาธิ เพราะเราหลีกหนีสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้

               

 วันนี้พวกเราชาวนนทรีวิทยา คณะกรรมการสถานศึกษา สมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า ผู้ปกครองเครือข่ายโรงเรียนนนทรีวิทยา ของส่งกำลังใจให้ท่าน และครอบครัวจงปลอดภัย เข้มแข็ง มีกำลังใจ รอสิ่งร้ายที่ผ่านมา กำลังจะพ้นวิกฤติในไม่ช้านี้  ขอให้ฟ้าหลังฝน……..ทุกคนจงพบแต่ความสุข ขอพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงดลบันดาลให้ทุกท่านพ้นจากภัยพิบัติและผู้ที่มีน้ำใจให้การช่วยเหลือทุกๆคน จงประสบแต่ความสุข ความเจริญโดยทั่วหน้ากัน

                         โดย

                        ดร.เชิดศักดิ์ ศุภโสภณ

                         20 ตุลาคม 2554

หลายเรื่องราวกับคำว่า Don’t …..

This slideshow requires JavaScript.

บ่มเพาะเด็กไทย…วิกฤต ญี่ปุ่น

This slideshow requires JavaScript.

 

รายการสื่อรักจากใจห่วงใยลูกนนทรี ต้อนรับเปิดภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา2554

“Thinking School” มิติใหม่ของการปฏิรูปการศึกษา จากครู…..สู่ห้องเรียนคุณภาพ ของโรงเรียนนนทรีวิทยา

เมื่อโลกอยู่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์

เมื่อความรู้ใหม่เกิดขึ้นทุกๆวินาทีบนโลกใบนี้

เมื่อการศึกษามิได้จำกัดอยู่แต่ภายในห้องเรียน

เมื่อประเทศไทยต้องการครูมืออาชีพเพื่อสร้างคนคุณภาพ

ถึงเวลาหรือยัง ที่ครูเราต้องก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลง !

              เมื่อกระแสแห่งการเปลี่ยนเปลี่ยนอย่างรอบด้านในยุคโลกาภิวัฒน์ ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของมวลมนุษยชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  และการศึกษาก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศชาติ โดยมีครูเป็นกลไกหลักในการจัดการศึกษา แล้วเราในฐานะครูจะรับมืออย่างไร ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และจะทำอย่างไร ? ประเทศไทยจึงจะได้คนเก่ง  คนดี  คนที่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู  คนที่มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงมาเป็นครู  วันนี้เราอาจเคยได้ยินจากสื่อ  นักวิชาการ  ผู้ปกครอง  และผู้สนใจทางการศึกษาว่า  การปฏิรูปการศึกษาของเราล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่รัฐบาลได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาลให้กระทรวงศึกษาธิการ  เพื่อจัดการศึกษาให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น  และเมื่อเร็ว ๆ นี้ผลการสอบ O-NET ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6  ที่มีผลคะแนนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ  คณิตศาสตร์  และวิทยาศาสตร์  แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาของไทยยังไม่ทำให้เด็กไทย มีความรู้ตามหลักสูตร คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้  ซึ่งหลายฝ่ายอาจมองว่า ต้นเหตุสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ คือ “ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา” โดยมีครูเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลให้เกิดปัญหาดังกล่าว  “ครู”  จึงตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้งที่ยังมีครูส่วนใหญ่ที่มุ่งมั่น ทุ่มเท  พัฒนาการเรียนการสอนอย่างจริงจัง ที่ผ่านมานโยบายของรัฐบาลจึงเน้นการพัฒนาครูทั้งระบบ เช่น  โครงการ E-Training  เพื่อหวังที่จะให้ครูทั่วประเทศได้พัฒนาตนเองและส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนต่อไป ซึ่งจะประสบความสำเร็จเพียงใดนั้นคงยากที่จะตอบได้ในระยะเวลาอันสั้น

          

               โรงเรียนนนทรีวิทยา  นับเป็นสถาบันหนึ่งของสังคมไทยที่มีบทบาทและหน้าที่ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชน ด้วยความตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นจากครูและนักเรียน นำมาซึ่งแนวคิดในการดำเนินการจัดโครงการ “Thinking  School” ตามกระบวนการ P D C A โดย ดร.เชิดศักดิ์   ศุภโสภณ  ผู้อำนวยการโรงเรียนนนทรีวิทยาและคณะกรรมการบริหาร ที่ได้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามสภาพความต้องการ  บริบทและความพร้อมของโรงเรียนที่อาจแตกต่างไปจากโรงเรียนอื่นๆ จากการรายงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนนนทรีวิทยา  พบว่า ในด้านของผู้เรียนมีจุดที่ควรพัฒนาคือ ควรให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร  มีความสามารถในการคิด  วิเคราะห์มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์  คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ทางโรงเรียนจึงเล็งเห็นความสำคัญว่า  ควรสร้างความตระหนักให้แก่ครูถึงความจำเป็น  ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองค์กร ซึ่งเน้นที่การจัดอบรมพัฒนาครูอย่างรอบด้าน เพื่อจัดอบรมครูประจำการก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2554 ตามความสมัครใจ รุ่นที่ 1 และโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่บริการโดยเริ่มต้นจากการพัฒนาครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ให้ก้าวไปสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน  พัฒนารูปแบบการสอนให้นักเรียนรู้จักคิด  วิเคราะห์  สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ  ครูสามารถสร้างนวัตกรรมร่วมกับนักเรียน สร้างกลวิธีเรียนรู้ใหม่ ให้นักเรียนสนุกกับการเรียน มุ่งประเด็นในการตั้งคำถาม  การคิดเชิงวิพากษ์และแก้ปัญหา  สามารถเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้  ในลักษณะของการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น

                ในการอบรมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่าง  2-6  พฤษภาคม  2554  ณ  ห้อง ประชุมอดิศร  ใสสุก  ซึ่งได้รับเกียรติจาก ผอ.สุรศักดิ์  ศรีสว่างรัตน์  ผอ.สพม. 2  ให้เกียรติเป็นประธาน  โดยมีครูจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมโครงการจำนวน  4  โรงเรียน คือ โรงเรียนวัดช่องลม  โรงเรียนประถมนนทรี  โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม และโรงเรียนนนทรีวิทยา  รวมทั้งสิ้น 30  คน  การอบรมครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จาก ดร.สวัสดิ์  ตี๋ชื่น  อดีตรองอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน   เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ ตลอดจนได้รับเกียรติจาก  รศ.ดร.มนสิช  สิทธิสมบูรณ์  ดร.รพีพรรณ  เอกสุภาพันธุ์   ดร.ชัชริน  ชวนวัน อ.พูลศักดิ์   เทศนิยม  อ.ศรีลักษณ์  ผลวัฒนะ อ.ประดับ  นาคแก้ว  อ.พรไพร  เผ่าอินทร์จันทร์ พระครูโสภณปริยัตยานุกิจ (อาทิตย์ อตุถเวที) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร  อ.ดุษฎี   สุขสวัสดิ์  และคณะ เป็นวิทยากรในการอบรม ซึ่งครูจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ  เป็นระยะเวลา 36 ชั่วโมง และศึกษาดูงานโรงเรียน Thinking  School อีกด้วย  โดยหลังการอบรม จะมีการนิเทศ  กำกับติดตามและประเมินผลครูในการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน  มีการประชุมเพื่อทำ KM สัปดาห์ละ 1 ครั้ง   มีการนำเสนอผลงาน รายงานในที่ประชุม ตลอดจนการขยายผลและสร้างเครือข่ายครูต่อไป

                โครงการ “Thinking  School”  จึงนับเป็นมิติใหม่ของการศึกษาไทย ในการปฏิรูปการศึกษาโดยเน้นที่การพัฒนาครูและเติมเต็มให้เป็นครูมืออาชีพอย่างแท้จริง ตามที่สังคมคาดหวัง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนที่ ดี เก่ง และมีความสุข สู่สังคมไทย   ซึ่งโรงเรียนต่างๆ สามารถนำไปเป็นแนวทางและปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการ  บริบทและความพร้อมของโรงเรียนได้เป็นอย่างดี  ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือร่วมใจกันอีกครั้ง เพื่อตัวเรา เพื่อศิษย์ของเราเพื่อลูกหลานของเรา และเพื่อประเทศไทยของเราทุกคน

ดาวน์โหลดแผนผังการดำเนินงานโครงการ Thinking School คลิกที่นี่ แผนผังการดำเนินงาน โครงการ Thinking School

ดาวน์โหลดเอกสารโครงการ Thinking School คลิกที่นี่ โครงการ Thinking School

คุณลักษณะ 10 ประการของเด็กไทยเพื่อชัยชนะ ในศตวรรษที่ 21

ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคโลการภิวัฒน์ ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การศึกษาเป็นกลไกสำคัญ ในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพของประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศต่างแข่งขันกันพัฒนาเยาวชนของตนอย่างถึงที่สุด  หากย้อนถึงประเทศไทยเราคงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมองคุณลักษณะ 10 ประการเพื่อชัยชนะ ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเด็กจะเป็นผู้นำทางชีวิตตนเองได้ถ้าได้พัฒนาสิ่งต่อไปนี้

1. การพึ่งตนเองได้

2. ความเชื่อมั่นในตนเอง

3. การตัดสินใจด้วยตนเอง

4. การรู้จักตนเอง

5. การเคารพตนเอง

6. การควบคุมตนเอง

7. การยับยั้งชั่งใจตนเอง

8. แรงจูงใจในตนเอง

9. การยืนหยัดด้วยตนเอง

10. การมีวินัยในตนเอง

จากหนังสือ “เด็กเก่า สร้างได้” แปลจาก : Creating Kids Who Can จีน รอบบ์และฮิลลารี่ เลตส์ ผู้เขียน วราภรณ์ ผ่อนศิริผู้แปล

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.